個人檔案㊝●•(¯`•._.•♫♫ zunakoe! ♫...相片部落格清單更多 工具 說明

㊝●•(¯`•._.•♫♫ zunakoe! ♫ ♬❉•._.•´¯)•● ∈

Noi nattaya_

第 1 張 / 共 26 張
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
請稍候...
很抱歉,您輸入的回應過長。請縮短您的回應。
您尚未輸入內容,請再試一次。
很抱歉,目前無法新增您的回應,請稍後再試。
若要新增回應,您的父母必須先給您權限。要求權限
您的家長已關閉回應功能。
很抱歉,目前無法刪除您的回應,請稍後再試。
您已超過每日回應上限次數,請於 24 小時後再試一次。
由於系統顯示您可能傳送垃圾郵件給其他使用者,因此您帳號中的回應功能已遭停用。 如果您認為自己帳號遭錯誤停用,請連絡 Windows Live 支援
請完成下列安全檢查,以完成回應。
您輸入的安全檢查字元必須與圖片或音訊中的字元相符。
3月3日

ภาวะผู้นำ

1.     ในสภาพความเป็นจริงแล้ว  คิดว่า Leader is born หรือ Leader is made  ให้ใช้แนวคิดทฤษฏีมหาบุรุษ (Great Man Theory) และทฤษฏีคุณลักษณะพิเศษ (Traits Theory) อธิบายประกอบเหตุผลโดยละเอียดพร้อมทั้งแนวคิดเรื่อง Charisma ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยประการใด

 

ทฤษฎีคุณลักษณะผู้นำเป็นการพยายามศึกษาและค้นหาคุณลักษณะเฉพาะตัว หรือคุณลักษณะที่แตกต่างจากบุคคลธรรมดาของผู้นำ เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก ความร่าเริง สติปัญญา เป็นต้น โดยเชื่อว่าคุณลักษณะเหล่านี้มีติดตัวมาแต่กำเนิด

ทฤษฎีมหาบุรุษ สร้างขึ้นมาจากความเชื่อว่า ความเจริญก้าวหน้าของโลกในด้านต่างๆล้วนเป็นผลิตผลจากความสำเร็จของบุคคลที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือมหาบุรุษทั้งหลาย ซึงนักวิชาการกลุ่มนี้เชื่อว่าผู้นำมีลักษณะเฉพาะตัว หรือคุณลักษณะประจำตัว (Trait) บางประการที่สามารถนำมาพิจารณาและใช้อธิบายถึงศักยภาพและประสิทธิผลของภาวะผู้นำ และยังเชื่อว่าคุณลักษณะที่มีติดตัวมาแต่กำเนิดเหล่านี้สามารถจำแนกความแตกต่างระหว่างผู้นำกับผู้ที่ไม่ใช่ผู้นำได้

ทฤษฎีภาวะผู้นำแบบความสามารถพิเศษ(บารมี) (Chariamatic Leadership) คำว่า "Charisma" หรือ "ความสามารถพิเศษ" มาจากภาษากรีก หมายถึงบุคคลที่มีพรสวรรค์ที่สามารถทำงานได้สำเร็จ อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งยังสามารถทำนายเหตุการณ์และคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ นักสังคมวิทยาอย่าง แม็กซ์ วีเบอร์ (Max Weber, 1947) อ้างจาก ยุคส์ (Yukl, 1989:204) ได้อธิบายถึง ผู้นำที่มีความสามารถพิเศษ (Charismatic Leader) ว่าเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลเหนือผู้ตามโดยไม่ได้อาศัยตำแหน่ง อำนาจหน้าที่และประเพณีที่ยึดถือกันมา

ทฤษฎีภาวะผู้นำแบบความสามารถพิเศษ (บารมี) ของเฮาส์ (House's Charismatic Leadership Theory) ได้เสนอทฤษฎีที่อธิบายภาวะผู้นำแบบความสามารถพิเศษที่ ได้มาจากการสังเกตผู้นำในสังคมหลาย ๆ แบบ ทฤษฎีนี้ได้พบว่าภาวะผู้นำแบบความสามารถพิเศษนั้นเกิดขึ้นอย่างไร มีความแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร และเงื่อนไขใดหรือที่ไหนที่ทำให้เกิดได้อย่างดี ซึ่งรวมถึงคุณลักษณะของผู้นำ พฤติกรรม และเงื่อนไขของสถานการณ์ จึงทำให้ทฤษฎีครอบคลุม โดยได้สรุปให้เห็นกว้าง ๆ ถึงลักษณะพิเศษของผู้นำที่ทำให้เกิดภาวะผู้นำแบบความสามารถพิเศษได้นั้น ก็คือผู้นำที่ทำให้ผู้ตามมีความเชื่อหรือเกิดสิ่งต่อไปนี้ อ้างจาก ยุคส์ (Yukl, 1989:205)

           1. เชื่อมั่นว่าความเชื่อของผู้นำเป็นสิ่งถูกต้อง

           2. มีความเชื่อคล้ายคลึงกัน หรือเหมือนกับผู้นำ

           3. ไม่มีข้อกังขาในการยอมรับผู้นำของผู้ตาม

           4. มีความรัก พอใจในตัวผู้นำ

           5. เต็มใจและยินดีปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำ

           6. มีอารมณ์ในการทำงาน ไม่ซังกะตาย

           7. มีเป้าหมาย จุดมุ่งหมายในการปฏิบัติงานต่าง ๆ สูง

           8. มีความเชื่อว่า ความสำเร็จของงานเป็นผลมาจากการปฏิบัติงานของผู้ตาม

จากทฤษฎีจะเห็นได้ว่าภาวะผู้นำแบบความสามารถพิเศษต้องการมีอำนาจ มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในความคิดของตนเอง ความต้องการมีอำนาจของผู้นำทำให้ผู้นำพยายามมีอิทธิพลเหนือผู้ตาม โดยการพยายามมีพฤติกรรมหรือกิจกรรมร่วมกันมากและบ่อยครั้งขึ้น

จากทฤษฎีดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีผู้นำทั้ง 3 ทฤษฎีนั้นมีความคล้ายคลึงกัน คือ เป็นทฤษฎีที่เกิดจากการเชื่อว่าผู้นำนั้นมีมาโดยกำเนิด โดยเฉพาะคุณลักษณะของผู้นำบางประการ เช่น ลักษณะทางกายภาพ ความคิด  ความเชื่อมั่นในความคิดของตน สมรรถภาพทางสติปัญญา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความอดทน ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการเอาชนะใจคนอื่น ฯลฯ เป็นต้น 

อย่างไรก็ตามดิฉันเห็นว่า ผู้นำนั้นมีทั้งผู้นำที่มีมาแต่กำเนิด (Leader is Born) และผู้นำที่สร้างขึ้น (Leader is Made) ดิฉันเชื่อว่าคนเรานั้นหากไม่ได้รับการปลูกฝังจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่นการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่ คนรอบข้าง ครูอาจารย์ หรือการอาศัยอยู่ในสภาพสังคมที่ดีนั้น ต่อให้มีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ(บารมี) (Charisma) ที่ได้รับสืบทอดมาตามพันธุกรรม ก็ไม่สามารถกลายเป็นผู้นำได้ ยกตัวอย่างเช่น เด็กฝาแฝด อยู่ในครรภ์มารดาคนเดียวกัน ถูกเลี้ยงดูในครรภ์เหมือนกันในระยะเวลาเดียวกัน มีรูปร่างลักษณะทางกายภาพที่คล้ายกัน แต่หากเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน คนหนึ่งถูกปลูกฝังให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ส่วนอีกคนถูกปลูกฝังให้พึ่งพาคนอื่นเสมอ เด็กทั้งสองก็จะมีนิสัยที่แตกต่างกันไป โอกาสในการแสดงศักยภาพความเป็นผู้นำของแต่ละคนก็ต่างกันด้วย

ในทางกลับกันคุณลักษณะของผู้นำบางประการ หากไม่มีติดตัวมาแต่กำเนิด (Leader is born) คนบางคนก็ไม่สามารถทำได้ ได้แก่ คุณลักษณะประจำตัว ทักษะและความสามารถพิเศษของผู้นำ เป็นต้น ผู้นำบางคนมีความสามารถในการโน้มน้าวผู้อื่น สามารถเอาชนะใจและมีอิทธิพลเหนือผู้คนจำนวนมากได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงความสามารถในการทำให้ผู้ตามมีความเชื่อและทำสิ่งต่อไปนี้ ซึ่งหลายคนไม่สามารถทำได้

1. เชื่อมั่นว่าความเชื่อของผู้นำเป็นสิ่งถูกต้อง

2. มีความเชื่อคล้ายคลึงกัน หรือเหมือนกับผู้นำ

3. ไม่มีข้อกังขาในการยอมรับผู้นำของผู้ตาม

4. มีความรัก พอใจในตัวผู้นำ

5. เต็มใจและยินดีปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำ

6. มีอารมณ์ในการทำงาน ไม่ซังกะตาย

7. มีเป้าหมาย จุดมุ่งหมายในการปฏิบัติงานต่าง ๆ สูง

8. มีความเชื่อว่า ความสำเร็จของงานเป็นผลมาจากการปฏิบัติงานของผู้ตาม

วิเคราะห์ภาวะผู้นำ

วิเคราะห์ภาวะผู้นำของ พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

ทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (behavior thories of leadership)

มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้นำหลายครั้งและหลายแห่ง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจะหาคำตอบหรือคำอธิบายว่า "ผู้นำที่มีประสิทธิผลที่สุดควรมีพฤติกรรมเป็นอย่างไร" ดังเช่น ผลการศึกษาวิจัยที่มหาวิทยาลัยไอโอวา Lewin & others (อ้างใน Bartol & others 1998) พยายามจะตอบคำถามดังกล่าวจากพฤติกรรม 3 รูปแบบนี้คือ แบบอำนาจนิยม (autocratic) เป็นแบบที่ผู้นำมีพฤติกรรมชอบตัดสินใจเอง กำหนดวิธีการทำงานให้ทำ ให้ทราบจุดหมายการทำงานทีละขั้นตอน เน้นการควบคุม ซึ่งตรงข้ามกับ แบบประชาธิปไตยนิยม (democratic) ซึ่งผู้นำมีพฤติกรรมให้มีการตัดสินใจโดยกลุ่ม ให้กำหนดวิธีการทำงานกันเอง ให้ทราบจุดหมายการทำงานโดยรวม เน้นการให้คำแนะนำปรึกษา แบบอิสระเสรีนิยม (laissez-faire) ซึ่งปล่อยให้ผู้ปฏิบัติมีเสรีภาพในการทำงานอย่างสมบูรณ์ เพียงแต่จัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่ จำเป็นให้และคอยตอบคำถามข้อสงสัย หลีกเลี่ยงความเกี่ยวข้อง จนกล่าวได้ว่าผู้นำแบบนี้มีพฤติกรรมแทบจะไม่ทำอะไรเลย (do almost nothing)

การศึกษาวิจัย ใช้วิธีการฝึกอบรมให้มีผู้แสดงพฤติกรรมสามรูปแบบนั้น แล้วนำไปใช้กับกลุ่มคนสามกลุ่ม พบว่ากลุ่มที่มีผู้นำแบบอิสระเสรีนิยมให้ผลการปฏิบัติงานต่ำกว่ากลุ่มที่มีผู้นำแบบอำนาจนิยมและแบบประชาธิปไตยนิยมทุกเกณฑ์ที่ใช้ในการศึกษา ขณะที่กลุ่มที่มีผู้นำแบบประชาธิปไตยนิยมและแบบอำนาจนิยม แม้จะมีปริมาณงานเท่า ๆ กัน แต่กลุ่มที่มีผู้นำแบบประชาธิปไตยนิยมกลับมีคุณภาพของงาน และผู้คนมีความพึงพอใจในการทำงานมากกว่า ผลจากการศึกษานี้จึงดูเหมือนว่า ผู้นำแบบประชาธิปไตยนิยมจะมีประสิทธิผลมากกว่าแบบอื่น แต่มีผลการศึกษาวิจัยในระยะหลังพบว่า มีความไม่แน่นอนระหว่างผู้นำแบบประชาธิปไตยนิยมกับผู้นำแบบอำนาจนิยม กล่าวคือ ในบางครั้งผู้นำแบบอำนาจนิยมได้ก่อให้เกิดผลงานสูงกว่าหรือเท่ากันกับผู้นำแบบประชาธิปไตยนิยม เว้นแต่เรื่องความพึงพอใจ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับผู้นำแบบประชาธิปไตยนิยมเป็นประจำมากกว่า จึงก่อให้เกิดความคลุมเครือและตอบคำถามได้ไม่ชัดเจนนัก
ในระยะต่อมา Tannenbaum & Schmidt (1973) ได้พัฒนาเส้นที่แสดงถึงความต่อเนื่อง (continuum) ของพฤติกรรมผู้นำจากขั้ว แบบอำนาจนิยม (หรือแบบเน้นผู้บริหารเป็นศูนย์กลาง: boss-centered) ทางซ้ายมือไปหาขั้ว แบบประชาธิปไตยนิยม (หรือแบบเน้นผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นศูนย์กลาง : subordinate-centered) ทางขวามือ ซึ่งจากแนวคิดเช่นนี้ การที่จะตอบได้ว่าพฤติกรรมผู้นำแบบใดจะใช้ได้ดีที่สุด จึงอยู่ที่การพิจารณที่ตัวผู้นำ ผู้ใต้บังคับบัญชา และสถานการณ์ ว่าตัวผู้นำเองเป็นอย่างไร สะดวกจะใช้ระดับใด ตัวผู้ใต้บังคับบัญชาเองเป็นอย่างไร มีความพร้อมและรับผิดชอบเพียงใด และสถานการณ์เป็นอย่างไร อยู่ในสภาวะกดดันหรือไม่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม Tannenbaum & Schmidt ให้ข้อเสนอแนะว่า ผู้บริหารใหม่ควรมีพฤติกรรมผู้นำที่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ในระยะเริ่มแรก แล้วค่อยมุ่งไปหาแบบประชาธิปไตยนิยมหรือแบบยึดถือผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นศูนย์กลางให้มากขึ้นในระยะหลัง เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน คุณภาพในการตัดสินใจ การทำงานเป็นทีม ขวัญกำลังใจที่ดี และมีการพัฒนา ดูภาพประกอบที่ 1

ภาวะผู้นำแบบเน้นผู้บริหารเป็นศูนย์กลาง ภาวะผู้นำแบบเน้นผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นศูนย์กลาง


ภาพประกอบที่ 1 แสดงความต่อเนื่องของพฤติกรรมผู้นำ 2 แบบ (ปรับปรุงจาก Bartol & others 1998 หน้า 532)

 

มีผลการศึกษาที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งสนับสนุนแนวคิดการแบ่งขั้วบนเส้นความต่อเนื่องของ Tannenbaum & Schmidt นี้ แต่เรียกด้านหนึ่งเป็น แบบมุ่งคนงาน (employee-centered) และอีกด้านหนึ่งเป็น แบบมุ่งงานหรือแบบมุ่งการผลิต (job/production centered) โดยด้านที่มุ่งคนนั้นจะคำนึงถึงปัจจัยความเป็นมนุษย์ของคนงานและการพัฒนาทีมงาน ในขณะที่ด้านการมุ่งงานหรือมุ่งการผลิตจะเน้นการแบ่งงานออกเป็นงานประจำ (routine tasks) กำหนดวิธีการทำงาน แล้วมีการควบคุมอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ได้ผลงานตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาก็ยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากพบว่าบางหน่วยงานที่มีผู้บริหารแบบมุ่งคนกลับมีผลผลิตต่ำ และบางหน่วยงานที่มีผลผลิตสูงกลับมีผู้บริหารแบบมุ่งงาน เป็นต้น จึงมีข้อคิดเห็นว่า น่าจะมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม มีผลการศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโออีกผลงานหนึ่ง ที่พยายามจะกำหนดพฤติกรรมผู้นำที่สำคัญขึ้น โดยใช้แบบสอบถามวัดพฤติกรรมผู้นำที่แตกต่างกัน และศึกษาปัจจัยบางประการ เช่น การทำงานเป็นทีมกับความพึงพอใจว่าอย่างไหนมีประสิทธิผลมากที่สุด ในที่สุดก็ได้รูปแบบพฤติกรรมผู้นำ 2 รูปแบบคือ แบบมุ่งโครงสร้างงาน (initiating structure) ซึ่งคล้ายกับพฤติกรรมผู้นำแบบมุ่งงาน (job-centered) คือเป็นระดับของพฤติกรรมที่ผู้นำได้กำหนดบทบาท ทั้งตัวของผู้นำเองและของผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อให้บรรลุจุดหมายขององค์การ โดยเฉพาะบทบาทในหน้าที่พื้นฐานทางการบริหารอย่างเช่น การวางแผน การจัดองค์การ และการสั่งการ เป็นต้น ซึ่งได้เน้นเรื่องงานเป็นหลัก อีกรูปแบบหนึ่งคือ แบบมุ่งความสัมพันธ์ (consideration) คล้ายกับพฤติกรรมผู้นำแบบมุ่งคนงาน (employee-centered) เป็นระดับของพฤติกรรมผู้นำเกี่ยวกับการสร้างความไว้วางใจกับผู้ใต้บังคับบัญชา เคารพในความคิดเห็น และคำนึงถึงความรู้สึกของพวกเขา มุ่งความเป็นมิตร มีการต่อต่อสื่อสารสองทาง (two-way communication) และให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

การแบ่งพฤติกรรมผู้นำออกเป็น 2 รูปแบบดังกล่าวคล้ายคลึงกับผลการศึกษาวิจัยที่ไอโอวาและมิชิแกน แต่ส่วนที่แตกต่างคือ ผลการศึกษาสองแห่งแรกได้แบ่งพฤติกรรมผู้นำบนเส้นที่ต่อเนื่องกันแต่ผลการศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ ได้แบ่งพฤติกรรมผู้นำออกเป็นอิสระจากกัน เป็นสองมิติ (two-dimensional approach) โดยอธิบายว่าผู้นำคนหนึ่งอาจมีพฤติกรรมสูงหรือต่ำในพฤติกรรมทั้งสอง หรือสูงในพฤติกรรมหนึ่งแล้วต่ำในอีกพฤติกรรมหนึ่ง หรืออยู่ช่วงใดช่วงหนึ่งระหว่างพฤติกรรมทั้งสองก็ได้ ดูภาพประกอบที่ 2

สูง

มุ่งความสัมพันธ์

ต่ำ

 

มุ่งโครงสร้างงานต่ำ

มุ่งความสัมพันธ์สูง

มุ่งโครงสร้างงานสูง

มุ่งความสัมพันธ์สูง

มุ่งโครงสร้างงานต่ำ

มุ่งความสัมพันธ์ต่ำ

มุ่งโครงสร้างงานสูง

มุ่งความสัมพันธ์สต่ำ

ต่ำ

สูง

มุ่งโครงสร้างงาน

 

ภาพประกอบที่ 2 แสดงมิติพฤติกรรมผู้นำแบบมุ่งโครงสร้างงานกับมุ่งความสัมพันธ์
(ปรับปรุงจาก Bartol & others 1998 หน้า 534)

จากภาพประกอบแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ประการหนึ่งว่า ผู้นำที่มุ่งงานอาจทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความพึงพอใจในการทำงานได้จากการแสดงพฤติกรรมแบบมุ่งความสัมพันธ์ในเวลาเดียวกัน (สูง-สูงทั้งแบบมุ่งโครงสร้างงานและมุ่งความสัมพันธ์) ซึ่งถือเป็นความเชื่อในระยะเริ่มแรกนั้น แต่ในภายหลังได้มีการชี้แจงประเด็นนี้ว่าไม่อาจเป็นจริงได้ (Larson, Hunt & Osbern 1976; Nystrom 1978 อ้างใน Bartol & others 1998) โดยให้เหตุผลว่า พฤติกรรมผู้นำสองรูปแบบนี้เกิดขึ้นกันคนละขั้วที่ตรงข้ามกัน ดังผลการศึกษาวิจัยที่ไอโอวาและมิชิแกนที่กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกษานี้ได้ข้อสรุปว่า ปัจจัยตามสถานการณ์ เช่น สภาพงาน และความคาดหวังของคนงาน เป็นต้น มีผลต่อรูปแบบพฤติกรรมผู้นำด้วย

 

 

 

ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ( Maslow’s Hierarchical Theory of Motivation )

Maslow เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เป็นจำนวนมากสามารถอธิบายโดยใช้แนวโน้มของบุคคลในการค้นหาเป้าหมายที่จะทำให้ชีวิตของเขาได้รับความต้องการ ความปรารถนา และได้รับสิ่งที่มีความหมายต่อตนเอง เป็นความจริงที่จะกล่าวว่ากระบวนการของแรงจูงใจเป็นหัวใจของทฤษฎีบุคลิกภาพของ Maslow โดยเขาเชื่อว่ามนุษย์เป็น สัตว์ที่มีความต้องการ” (wanting animal) และเป็นการยากที่มนุษย์จะไปถึงขั้นของความพึงพอใจอย่างสมบูรณ์ ในทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของ Maslow เมื่อบุคคลปรารถนาที่จะได้รับความพึงพอใจและเมื่อบุคคลได้รับความพึงพอใจในสิ่งหนึ่งแล้วก็จะยังคงเรียกร้องความพึงพอใจสิ่งอื่นๆ ต่อไป ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะของมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความต้องการจะได้รับสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ

ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ ( The Need –Hierarchy Conception of Human Motivation ) Maslow เรียงลำดับความต้องการของมนุษย์จากขั้นต้นไปสู่ความต้องการขั้นต่อไปไว้เป็นลำดับดังนี้

1. ความต้องการทางด้านร่างกาย ( Physiological needs )

2. ความต้องการความปลอดภัย ( Safety needs )

3. ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ ( Belongingness and love needs )

4. ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง ( Esteem needs )

5. ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง ( Self-actualization needs )

 

1.       ความต้องการทางร่างกาย ( Physiological needs )

เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานที่มีอำนาจมากที่สุดและสังเกตเห็นได้ชัดที่สุด จากความต้องการทั้งหมดเป็นความต้องการที่ช่วยการดำรงชีวิต ได้แก่ ความต้องการอาหาร น้ำดื่ม ออกซิเจน การพักผ่อนนอนหลับ ความต้องการทางเพศ ความต้องการความอบอุ่น ตลอดจนความต้องการที่จะถูกกระตุ้นอวัยวะรับสัมผัส แรงขับของร่างกายเหล่านี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอยู่รอดของร่างกายและของอินทรีย์ ความพึงพอใจที่ได้รับ ในขั้นนี้จะกระตุ้นให้เกิดความต้องการในขั้นที่สูงกว่า  และถ้าบุคคลใดประสบความล้มเหลวที่จะสนองความต้องการพื้นฐานนี้ก็จะไม่ได้รับการกระตุ้น ให้เกิดความต้องการในระดับที่สูงขึ้นอย่างไรก็ตาม ถ้าความต้องการอย่างหนึ่งยังไม่ได้รับความพึงพอใจ บุคคลก็จะอยู่ภายใต้ความต้องการนั้นตลอดไป ซึ่งทำให้ความต้องการอื่นๆ ไม่ปรากฏ  หรือกลายเป็นความต้องการระดับรองลงไป

 

 

 

2. ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย(Safety needs)

เมื่อความต้องการทางด้านร่างกายได้รับความพึงพอใจแล้ว  บุคคลก็จะพัฒนาการไปสู่ขั้นใหม่ต่อไป ซึ่งขั้นนี้เรียกว่าความต้องการความปลอดภัยหรือความรู้สึกมั่นคง (safety or security) Maslow กล่าวว่าความต้องการความปลอดภัยนี้จะสังเกตได้ง่ายในทารกและในเด็กเล็กๆ เนื่องจากทารกและเด็กเล็กๆ ต้องการความช่วยเหลือและต้องพึ่งพออาศัยผู้อื่น ตัวอย่าง ทารกจะรู้สึกกลัวเมื่อถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังหรือเมื่อเขาได้ยินเสียงดังๆ หรือเห็นแสงสว่างมาก ๆ แต่ประสบการณ์และการเรียนรู้จะทำให้ความรู้สึกกลัวหมดไป

ความต้องการความปลอดภัยจะยังมีอิทธิพลต่อบุคคลแม้ว่าจะผ่านพ้นวัยเด็กไปแล้ว แม้ในบุคคลที่ทำงานในฐานะเป็นผู้คุ้มครอง เช่น ผู้รักษาเงิน นักบัญชี หรือทำงานเกี่ยวกับการประกันต่างๆ และผู้ที่ทำหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของผู้อื่น เช่น แพทย์ พยาบาล แม้กระทั่งคนชรา บุคคลทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะใฝ่หาความปลอดภัยของผู้อื่น เช่น แพทย์ พยาบาล แม้กระทั่งคนชรา บุคคลทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะใฝ่หาความปลอดภัยด้วยกันทั้งสิ้น ศาสนาและปรัชญาที่มนุษย์ยึดถือทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคง เพราะทำให้บุคคลได้จัดระบบของตัวเองให้มีเหตุผลและวิถีทางที่ทำให้บุคคลรู้สึก ปลอดภัยความต้องการความปลอดภัยในเรื่องอื่นๆ จะเกี่ยวข้องกับการเผชิญกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ สงคราม อาชญากรรม น้ำท่วม แผ่นดินไหว การจลาจล ความสับสนไม่เป็นระเบียบของสังคม และเหตุการณ์อื่นๆ ที่คล้ายคลึงกับสภาพเหล่านี้

 

3. ความต้องการทางสังคม (Social needs)

ความต้องการทางสังคมเป็นความต้องการขั้นที่ 3 ความต้องการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการทางด้านร่างกาย และความต้องการความปลอดภัยได้รับการตอบสนองแล้ว บุคคลต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ได้รับการยอมรับ โดยมีการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวหรือกับผู้อื่น สมาชิกภายในกลุ่มจะเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับบุคคล กล่าวคือ บุคคลจะรู้สึกเจ็บปวดมากเมื่อถูกทอดทิ้งไม่มีใครยอมรับ หรือถูกตัดออกจากสังคม ไม่มีเพื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจำนวนเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง สามีหรือภรรยาหรือลูกๆ ได้ลดน้อยลงไป นักเรียนที่เข้าโรงเรียนที่ห่างไกลบ้านจะเกิดความต้องการเป็นเจ้าของอย่างยิ่ง และจะแสวงหาอย่างมากที่จะได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน เป็นต้น

 

4. ความต้องการการยกย่อง ( Self-Esteem needs)

เมื่อความต้องการได้รับความรักและการให้ความรักแก่ผู้อื่นเป็นไปอย่างมีเหตุผลและทำให้บุคคล เกิดความพึงพอใจแล้ว พลังผลักดันในขั้นที่ 3 ก็จะลดลงและมีความต้องการในขั้นต่อไปมาแทนที่ กล่าวคือมนุษย์ต้องการที่จะได้รับความนับถือยกย่องออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกเป็นความต้องการนับถือตนเอง (self-respect) ส่วนลักษณะที่ 2 เป็นความต้องการได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น (esteem from others)

4.1 ความต้องการนับถือตนเอง (self-respect) คือ ความต้องการมีอำนาจ มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความแข็งแรง มีความสามารถในตนเอง มีผลสัมฤทธิ์ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น และมีความเป็นอิสระ ทุกคนต้องการที่จะรู้สึกว่าเขามีคุณค่าและมีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จในงานภาระกิจต่างๆ และมีชีวิตที่เด่นดัง

4.2 ความต้องการได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น (esteem from others) คือ ความต้องการมีเกียรติยศ การได้รับยกย่อง ได้รับการยอมรับ ได้รับความสนใจ มีสถานภาพ มีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวขาน และเป็นที่ชื่นชมยินดี มีความต้องการที่จะได้รับความยกย่องชมเชยในสิ่งที่เขากระทำซึ่งทำให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าว่าความสามารถของเขาได้รับการยอมรับจากผู้อื่น

ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง ก็เป็นเช่นเดียวกับธรรมชาติของลำดับชั้นในเรื่องความต้องการด้านแรงจูงใจตามทัศนะของ Maslow ในเรื่องอื่นๆ ที่เกิดขึ้นภายในจิตนั่นคือ บุคคลจะแสวงหาความต้องการได้รับการยกย่องก็เมื่อภายหลังจาก ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของได้รับการตอบสนองความพึงพอใจของเขาแล้ว และ Maslow กล่าวว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ที่บุคคลจะย้อนกลับจากระดับขั้นความต้องการในขั้นที่ 4 กลับไปสู่ระดับขั้นที่ 3 อีกถ้าความต้องการระดับขั้นที่ 3 ซึ่งบุคคลได้รับไว้แล้วนั้นถูกกระทบกระเทือนหรือสูญสลายไปทันทีทันใด ดังตัวอย่างที่ Maslow นำมาอ้างคือหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเธอคิดว่าการตอบสนองความต้องการความรักของเธอได้ดำเนินไปด้วยดี แล้วเธอจึงทุ่มเทและเอาใจใส่ในธุรกิจของเธอ และได้ประสบความสำเร็จเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและอย่างไม่คาดฝันสามีได้ผละจากเธอไป ในเหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏว่าเธอวางมือจากธุรกิจต่างๆ ในการที่จะส่งเสริมให้เธอได้รับความยกย่องนับถือ และหันมาใช้ความพยายามที่จะเรียกร้องสามีให้กลับคืนมา ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของเธอเป็นตัวอย่างของความต้องการความรักซึ่งครั้งหนึ่งเธอได้รับแล้ว และถ้าเธอได้รับความพึงพอในความรักโดยสามีหวนกลับคืนมาเธอก็จะกลับไปเกี่ยวข้องในโลกธุรกิจอีกครั้งหนึ่ง

ความพึงพอใจของความต้องการได้รับการยกย่องโดยทั่วๆ ไป เป็นความรู้สึกและทัศนคติของความเชื่อมั่นในตนเอง ความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า การมีพละกำลัง การมีความสามารถ และความรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่อย่างมีประโยชน์และเป็นบุคคลที่มีความจำเป็นต่อโลก ในทางตรงกันข้ามการขาดความรู้สึกต่างๆ ดังกล่าวนี้ย่อมนำไปสู่ความรู้สึกและทัศนคติของปมด้อยและความรู้สึกไม่พอเพียง เกิดความรู้สึกอ่อนแอและช่วยเหลือตนเองไม่ได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นการรับรู้ตนเองในทางนิเสธ (negative) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความรู้สึกขลาดกลัวและรู้สึกว่าตนเองไม่มีประโยชน์และสิ้นหวังในสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของชีวิต และประเมินตนเองต่ำกว่าชีวิตความเป็นอยู่กับการได้รับการยกย่อง และยอมรับจากผู้อื่นอย่างจริงใจมากกว่าการมีชื่อเสียงจากสถานภาพหรือการได้รับการประจบประแจง การได้รับความนับถือยกย่องเป็นผลมาจากความเพียรพยายามของบุคคล และความต้องการนี้อาจเกิดอันตรายขึ้นได้ถ้าบุคคลนั้นต้องการคำชมเชยจากผู้อื่นมากกว่าการยอมรับความจริงและเป็นที่ยอมรับกันว่าการได้รับความนับถือยกย่อง มีพื้นฐานจากการกระทำของบุคคลมากกว่าการควบคุมจากภายนอก

 

5. ความต้องการความสำเร็จในชีวิต (Self-Actualization needs)

ถ้าความต้องการลำดับขั้นก่อนๆ ได้ทำให้เกิดความพึงพอใจอย่างมีประสิทธิภาพ ความต้องการความสำเร็จในชีวิตก็จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานที่ตั้งใจไว้ ซึ่งเป็นความต้องการที่สูงที่สุด

                งานวิจัยของ แม็คเคล็ลแลนด์ เกี่ยวกับแรงจูงใจด้านบริหาร (McClelland’s research on managerial motivation)

แม็คเคล็ลแลนด์ และคณะ (McClelland and associates,1965,1985) ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแรงจูงใจด้านบริหาร โดยใช้วิธี การวัดระดับความเข้มของความต้องการ (need strength) ด้วยเทคนิคชื่อ เทคนิคภาพเงา (projective technique) ที่รียกว่า Thematic Apperception Test (TAT) จากนั้น นักวิจัยจะนำมาถอดรหัสตีความหมาย เพื่อวัดออกเป็นค่า ระดับความต้องการ 3 ด้าน ได้แก่

                1.1          ความต้องการด้านอำนาจ (need for power)

                1.2          ความต้องการด้านความสำเร็จ (need for achievement)

                1.3          ความต้องการด้านความรักใคร่ผูกพัน (need for affiliation)

โดยสามารถสรุปออกมาได้ดังนี้ คือ

 

(1.1)  ผู้ที่มีความต้องการด้านความสำเร็จสูง (high need for achievement) จะมีความพอใจจากประสบการณ์ความสำเร็จในงานมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำเร็จจากการทำงานที่ยากและมีมาตรฐานของความเป็นเลิศสูง หรือสามารถค้นพบวิธีปฏิบัติงานใหม่ๆด้วยตนเอง (สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์,2547) เป็นต้น บุคคลประเภทนี้ จะชอบทำงานที่ต้องใช้ความพยายามและความสามารถในการทำงานให้สำเร็จด้วยตนเอง ไม่ชอบขอหรือรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น และยังเป็นบุคคลที่ชื่นชอบการได้รับข้อมูลย้อนกลับบ่อยๆเกี่ยวกับงานของตน นอกจากนี้ บุคคลที่มีความต้องการเช่นนี้ มักหลีกเลี่ยงงานที่มีจุดหมายที่เป็นไปไม่ได้ หรือยากเกินไป เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อความล้มเหลวเกินไป ซึ่งข้อเสียของคนประเภทนี้คือ มักทำอะไรเพื่อตนเองมากกว่าเพื่อคนอื่นหรือต่อองค์การ จึงอาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานได้

 

(1.2)  ผู้ที่มีความต้องการความรักใคร่ผูกพันสูง (high need for affiliation) บุคคลประเภทนี้จะใส่ใจในการทำงาน โดยหวังจะให้คนอื่นชื่นชอบและยอมรับตน หวังที่จะได้รับผลตอบแทนจากคนอื่น จึงพยายามทำตนให้สอดคล้องกับความต้องการและความอยากได้ของคนอื่น พยายามทำตนเป็นคนที่มีความจริงใจ พยายามเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น และหาความสุขใจจากการได้ร่วมกิจกรรมรวมกลุ่มทางสังคมกับมิตรสหาย ซึ่งจุดอ่อนของคนประเภทนี้ คือ การคำนึงถึงความสัมพันธ์ส่วนบุคคล มากกว่าการบรรลุเป้าหมายขององค์การ

 

(1.3)  ผู้ที่ต้องการด้านอำนาจสูง (high need for power) บุคคลประเภทนี้ จะเกิดความพอใจสูง เมื่อตนได้ใช้อิทธิพลกับผู้อื่น และปลุกเร้าอารมณ์ของคนเหล่านั้น ในแง่ของความกลัว ความยำเกรง ความโกรธ ความพอใจ ความแปลกใจ เป็นต้น ซึ่งบุคคลประเภทนี้จะมีวิธีการตอบสนองความต้องการด้านอำนาจของตนได้หลายรูปแบบ เช่น

·       การชอบชมภาพยนตร์ที่แสดงความโหดร้ายทารุณ

·       การทำร้ายทางเพศที่ผิดปกติ

·       การได้กำหนดและแสดงอิทธิพลเหนือพฤติกรรมและจิตใจของผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม คุณลักษณะของความต้องการด้านอำนาจสูงนั้น สามารถแสดงออกในรูปแบบอื่นได้ โดยขึ้นอยู่กับอีกคุณลักษณะหนึ่ง ที่รียกว่า การยับยั้งกิจกรรม (activity inhibition)หรือการยับยั้งการกระทำ ซึ่งเกิดจาก ความรู้สึกผิดหรือความรู้สึกเกรงกลัวต่ออะไรบางอย่าง จึงทำให้แสดงการกระทำออกไปในรูปแบบอื่น ซึ่งสามารถสรุปความสำพันธ์ระหว่าง คุณลักษณะด้านความต้องการด้านอำนาจสูง และคุณลักษณะด้านการยับยั้งกิจกรรม ได้ดังนี้

1.3.1)  การผสมผสานของคุณลักษณะด้านความต้องการอำนาจสูง (high need for power) กับคุณลักษณะด้านการยับยั้งกิจกรรมสูง (high activity inhibition) ทำให้เกิดคุณลักษณะขึ้นใหม่ว่า การมุ่งอำนาจทางสังคม (socialized power orientation) (สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์, 2547)    บุคคลประเภทนี้ จะสามารถบังคับควบคุมตัวเองได้สูง และมีวิธีที่จะตอบสนองความต้องการด้านอำนาจทางสังคม ด้วยวิธีการที่เป็นไปในแง่บวก ได้แก่ การใช้อิทธิพลต่อผู้อื่นให้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือองค์การ เป็นต้น

                1.3.2)  การผสมผสานระหว่างคุณลักษณะด้านความต้องการด้านอำนาจสูง (high need for power) กับคุณลักษณะด้านการยับยั้งกิจต่ำ (high activity inhibition) เกิดคุณลักษณะใหม่ที่เรียกว่า การมุ่งอำนาจส่วนบุคคล (personalized power orientation) ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องการใช้อำนาจเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง เช่น การใช้อิทธิพลต่อผู้อื่นให้ทำประโยชน์เพื่อนตนเองอย่างเห็นแก่ตัว

วิเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

วิเคราะห์แนวทางแก้ไขอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร

 

                จากการเข้าฟังสัมมนาเรื่อง เขตประโยชน์ทับซ้อนไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน (ซ่อน...อะไรไว้) ที่มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2551 ในที่นี้ดิฉันจะขอกล่าวถึงประเด็นข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชากรณีปราสาทพระวิหารที่มีมายาวนานกว่า 49 ปีเพียงอย่างเดียว

นับตั้งแต่ปี 2502 กัมพูชาเป็นโจทย์ยื่นคำร้องฝ่ายเดียวเพื่อฟ้องไทยเป็นจำเลย ขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พื้นที่ที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่นั้นอยู่ในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา พร้อมยื่นแผนที่ผนวก 1 (เกี่ยวกับเส้นเขตแดนในบริเวณที่พิพาท) ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา ซึ่งแม้จะมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้วของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ให้ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ไทยต้องถอนทหารและตำรวจหรือยามรักษาการณ์ออกจากปราสาทพระวิหาร หรือบริเวณใกล้เคียงที่อยู่บนดินแดนกัมพูชา รวมทั้งจะต้องคืนบรรดาวัตถุที่อ้างถึงในคำแถลง(ซึ่งไม่ได้ระบุว่ามีอะไรบ้าง)คืนแก่กัมพูชา แต่ศาลงดเว้นการวินิจฉัยความถูกต้องของเส้นเขตแดนตามที่ปรากฏในแผนที่ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา รวมทั้งสถานภาพของแผนที่ผนวก 1 ทั้งฉบับ หรืออีกในหนึ่งคือ ศาลไม่ทำหน้าที่กรรมการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกัมพูชา จึงทำให้เกิดความไม่ชัดเจนของเส้นเขตแดนของทั้งสองประเทศมาโดยตลอด

ทั้งนี้ผลผูกพันของคำพิพากษา ข้อ 59 ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กำหนดว่า คำพิพากษาของศาล ไม่มีผลผูกพันใดนอกจากคู่กรณีและในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้น

ดังนั้น คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจึงใช้อ้างกับผู้อื่นไม่ได้ และไม่ผูกพันประเทศที่สาม หรือองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ยูเนสโกหรือคณะกรรมการมรดกโลก และไม่มีผลเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่อย่างใด เนื่องจากการขึ้นทะเบียนไม่ใช่ข้อพิพาทในคดีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสิน

อีกทั้งข้อ 60 ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศกำหนดว่า คำพิพากษาของศาลนั้นถึงที่สุดและไม่มีการอุธร ในกรณีที่มีการโต้แย้งเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา ศาลยุตธรรมระหว่างประเทศจะเป็นผู้ตีความเมื่อคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ

ดังนั้น ถึงแม้คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะถึงที่สุด แต่ก็มิได้หมายความว่าจะมีผลในการระงับข้อพิพาท หากคู่กรณีโต้แย้ง คัดค้านและไม่ยอมรับคำพิพากษาเพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรม กรณีข้อพิพาทนั้นๆก็ยังคงมีอยู่ต่อไปจนกว่าจะได้รับการพิจารณาใหม่ หรือจนกว่าจะระงับไปโดยสันติวิธีอื่นๆ เช่น การเจรจา การประชุมปรึกษาหารือ หรือตั้งคณะกรรมการสอบสวนไกล่เกลี่ย กรรมการประนอม หรืออนุญาโตตุลาการ ฯลฯ ตามข้อ 33 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ

โดยท่าทีของไทยหลังจากมีคำวินิจฉัยอันถึงที่สุดของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เมื่อ พ.ศ.2505 ไทยได้ประกาศจุดยืนที่จะไม่ยอมรับคำวินิจฉัยครั้งนี้มาโดยตลอด และในฐานะสมาชิกของสหประชาชาติจึงได้ปฏิบัติตามพันธะข้อ 94 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ โดยยื่นคำประท้วงไปยังสหประชาชาติและตั้งข้อสงวนอย่างชัดเจนว่า ไทยสงวนสิทธิที่มีอยู่หรือพึงมีในอนาคตที่จะดำเนินการเรียกคืนซึ่งการครอบครองปราสาทพระวิหารโดยสันติวิธี

ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชากรณีปราสาทพระวิหารยังเป็นเรื่องที่คลุมเครือมาโดยตลอด เนื่องจากต่างฝ่ายต่างยึดถือข้อปฏิบัติที่แตกต่างกัน รวมทั้งการใช้แผนที่แบ่งเขตแดนที่แตกต่างกัน ซึ่งในกรณีนี้ไทยยังคงมีความหวังว่าจะสามารถทวงคืนปราสาทพระวิหารได้ในอนาคต จนกระทั่งวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ไทยได้ลงนามสนับสนุนการเสนอขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยกัมพูชาฝ่ายเดียว ลงนามโดยรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของไทย และรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการยอมรับอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหารอย่างเป็นทางการ และถือเป็นการสละข้อสงวนของไทยเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารซึ่งมีผลต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 45 ปี รวมทั้งยังเป็นการถอดถอนคำคัดค้านและยุติข้อพิพาทเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารอย่างสิ้นเชิง โดยยกผลประโยชน์ให้กัมพูชาเต็มที่  อีกทั้งยังอาจนำมาซึ่งการสูญเสียดินแดนเพิ่มมากขึ้น โดยไทยเป็นฝ่ายหยิบยื่นให้โดยปราศจากเงื่อนไขและผลตอบแทนต่อประเทศชาติ

อย่างไรก็ตามศาลปกครองของไทยได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการดำเนินการใดๆเกี่ยวกับเกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วม ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้ปฏิบัติตาม และได้แจ้งให้กับกัมพูชาและคณะกรรมการมรดกโลกทั้ง 21 ประเทศได้รับทราบ เนื่องจากผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมนั้นไม่มีอำนาจหน้าที่ในการลงนามโดยไม่ได้รับอนุมัติขากสภาและประชามติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ดังนั้นแถลงการณ์ร่วมนั้นจึงถือเป็นโมฆะโดยสิ้นเชิง

สำหรับท่าทีของกัมพูชาในขณะนี้อาจเรียกได้ว่า กัมพูชาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ประเด็นข้อพิพาทนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลโลกอีกครั้ง ซึ่งนายเซีย โกศัล เอกอัครราชทูต และผู้แทนถาวรกัมพูชา ทำหนังสือลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 ส่งถึง นายเลอ เลืองมินห์ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) มีเนื้อหาอ้างถึงหนังสือแจ้งให้ทราบถึงกรณีพิพาทไทย-กัมพูชาที่ส่งมาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมก่อนหน้านี้ และอ้างด้วยว่า กัมพูชาพยายามดำเนินการแก้ปัญหาอย่างอดทนด้วยการยอมให้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้  ข้อความบางส่วนของจดหมายดังกล่าวระบุดังนี้

'' ระหว่างการประชุม (จีบีซี) ฝ่ายกัมพูชาเสนอที่จะให้มีการถอนกองกำลังทั้งของไทยและกัมพูชาออกจากพื้นที่วัดเจดีย์แก้วสิขาคีรีสวาระ ซึ่งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา และเคลื่อนย้ายตลาดชาวกัมพูชากับหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้กับปราสาทพระวิหาร ให้ลึกเข้ามาในดินแดนกัมพูชามากขึ้น ข้อเสนอเหล่านี้ถือเป็นการแสดงความโอนอ่อนมากที่สุดแล้วเท่าที่กัมพูชาสามารถทำได้เพื่อเจตนารมณ์ที่ดีในการแสวงหาข้อยุติในวิกฤตการณ์ครั้งนี้อย่างสันติ

แต่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ทางฝ่ายไทยได้กำหนดเงื่อนไขในอันที่จะได้สิทธิเหนือเขตแดน และในเวลาเดียวกันก็ได้สั่งสมกำลังทหารพร้อมอาวุธหนักอย่างปืนใหญ่และรถถังจำนวนหนึ่งตามแนวชายแดน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการคุกคามใหญ่หลวงร้ายแรงต่อบูรณภาพแห่งดินแดนและอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา เช่นเดียวกับที่เป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและเสถียรภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภูมิภาค

พิจารณาจากความข้างต้นนี้และเพื่อป้องกันมิให้สถานการณ์ลุกลามต่อเนื่องต่อไปจนกลายเป็นความขัดแย้งด้วยอาวุธที่เห็นได้อย่างชัดแจ้ง ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติต่อการร้องขอให้ฯพณฯเรียกประชุมคณะมนตรีความมั่นคงเป็นกรณีฉุกเฉิน โดยมี ฯพณฯ ฮอ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีต่างประเทศและกิจการประสานงานระหว่างประเทศ แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เข้าร่วม เพื่อนำเสนอประเด็นต่างๆ ข้างต้นซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค '' (matchon.co.th)


ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกรณีอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร

 

1.     ดิฉันเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทนี้ ควรดำเนินไปโดยการเจราจาต่อรองอย่างสันติวิธีระหว่างสองประเทศนี้เท่านั้น (ทวิภาคี) ไทยจึงอาจจะสามารถกลับมามีอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารได้อีกครั้ง

2.     การที่กัมพูชาพยายามนำเรื่องพิพาทเหล่านี้เข้าสู่เวทีโลก แสดงว่ากัมพูชามีความมั่นใจอย่างยิ่งในชัยชนะที่จะได้รับ  หากเรื่องนี้ตัดสินโดยองค์กรระดับโลกต่างๆ ทั้งนี้ดิฉันมองว่า การที่กัมพูชามีความมั่นใจเช่นนี้อาจเนื่องมาจาก

2.1   ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของกัมพูชามีความด้อยกว่าของไทย การยื่นเรื่องสู่เวทีโลก โดยกัมพูชาพยายามเสนอภาพพจน์ว่า  ไทยเอาเปรียบและรุกรานอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งในสายตาประชาคมโลกแล้วประเทศที่ด้อยพัฒนากว่ามักจะได้รับความเห็นใจ อาจส่งผลให้ไทยแพ้คดีข้อพิพาทนี้อีกครั้ง

2.2    กัมพูชามีความเชื่อมั่นในหลักฐานและประวัติศาสตร์ของตนที่สำรวจและจัดทำโดยฝรั่งเศส

3.     ดิฉันเชื่อว่านักการทูต นักรัฐศาสตร์ และนักกฎหมายของไทยที่มีความเกี่ยวข้องในการรับผิดชอบต่อกรณีข้อพิพาทนี้ทราบดีว่ามีทางออกใด ที่จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้บ้าง โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อกรณีพิพาทนี้มาตั้งแต่ต้น (ตั้งแต่ พ.ศ.2505) ทั้งนี้เนื่องมาจาก

3.1  ดิฉันเชื่อว่ายังมีความลับของราชการอีกมากที่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถรับรู้ได้

3.2  ดิฉันเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายไทยหรือกฎหมายระหว่าประเทศ ย่อมมีช่องโหว่ให้นักกฎหมายเล่นเกมได้เสมอ

3.3  หากศึกษากรณีข้อพิพาทต่างๆในลักษณะที่คล้ายกันที่ผ่านมาของประเทศอื่นๆทั่วโลกอย่างละเอียด ดิฉันเชื่อว่าผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายทราบดีว่าปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชามีลักษณะคล้ายกับกรณีข้อพิพาทใดบ้างและจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร

4.      ดิฉันมีความสงสัยในบทบาทและหน้าที่ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่มีประเทศสมาชิกถาวรทั้งหมด 5 ประเทศ ได้แก่ 1.สหรัฐอเมริกา 2.จีน 3.ฝรั่งเศส 4.สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) และ 5.รัสเซีย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ทั้ง 5 ประเทศนี้คือประเทศผู้ผลิตและค้าอาวุธสงครามรายใหญ่ของโลก  ซึ่งขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์กร ดังนั้นดิฉันจึงไม่เชื่อว่าหากทั้ง 5 ประเทศนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาหรือมีส่วนร่วมใดๆในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา จะเป็นไปเพื่อต้องการให้เกิดความสงบและสันติภาพมากกว่าความต้องการด้านอื่น

Rip Van Winkle

Rip Van Winkle

Short Stories by the American author Washington Irving published in 1809

 

Summary

                The story of Rip Van Winkle is set in the years before and after the American Revolutionary War.

                Rip Van Winkle, a villager of Dutch descent, lives in a nice village at the foot of New York's Catskill Mountains. An amiable man whose home and farm suffer from his lazy neglect, he is loved by all but his wife.

                One day Rip Van Winkle goes to the mountains with his dog. After encountering strangely dressed men, rumored to be the ghosts of Henry Hudson's crew, who are playing nine-pins, and after drinking some of their liquor, he settles down under a shady tree and falls asleep.

                He wakes up twenty years later and returns to his village. He finds out that his wife has died and his friends have died in a war or gone somewhere else. He immediately gets into trouble when he hails himself a loyal subject of King George III, not knowing that in the meantime the American Revolution has taken place. An old local recognizes him, however, and Rip's now grown daughter puts him up. As Rip resumes his habit of idleness in the village, and his tale is solemnly believed by the old Dutch settlers, certain hen-pecked husbands especially wish they shared Rip's luck.

 

Reading Selection

          Where:  New York's Catskill Mountains

          When: Written in the 1809

          Reason:

          Classic story

          Extreme.

 

New words and meanings

          Neglect                  =             ไม่สนใจ,ไม่เอาใจใส่,ละเลย

          Encountering                       =             พบ,ปะทะ,พบโดยบังเอิญ,เผชิญหน้า

          Rumored                               =             ข่าวลือ,ข่าวโคมลอย,gossip

          Hails                                       =             ร้องเรียก,ทักทาย

          Revolution                            =             การปฏิวัติ,การเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง

          Recognizes                           =             จำได้, ยอมรับ,แสดงว่ารู้จัก,สำนึก

          Resumes                                =             กลับคืนใหม่,เริ่มต้นใหม่,คืนสู่สภาพเดิม

          Idleness                                 =             inactive, unemployed,ไม่ทำงาน,อยู่เฉยๆ

          Solemnly                               =             น่าขนลุก,เกี่ยวกับพิธีทางศาสนา,ตามพิธี

          Hen-pecked                          =             ด่าว่า (สามี),ดุด่า(สามี)

 

Points of interest

- Story

          The short stories is very interesting.

          The story about extreme superstitious.

           Easy to read.

- Ghosts

          The idea of “Ghosts”

          The ghosts is not afraid.

          The village of ghosts.

          Ghosts attitude of American and Thai.

- Culture

          The culture in this story is very interesting

          Different from my own culture.

          Would be difficult to live in that time period.

Conclusion

          What I’ve learned from this reading:

         A new type of lifestyle/culture.

         New attitude about ghosts and superstitious.

         New words

         Develops English skills.

12月24日

คริสต์มาสอีฟ

24 ธันวาคม อ้าว!!!!!!!
วันนี้วันคริต์สมาสอีฟ!!!!
ว้าวๆๆๆๆ ลืมไปเลยนะเนี่ย
แต่ก็ช่างเหอะวันนี้มันก็เหมือนทุกๆวันที่ผ่านมา
คงไม่มีอะไรพิเศษไปได้มากกว่าทุกๆวันที่เป็นอยู่
แม้ปัญหาจะรุมเร้า แต่ความรุสึกกลับมีความสุขอยู่ภายในจิตใจ
ไม่ใช่เพราะกำลัง in love แต่บอกไม่ถูกว่าทำไม
ใจมันไม่รู้สึกว่ามีความทุกข์อยู่เลย
อาจเป็นเพราะไม่ได้เอาปัญหาเหล่านั้นมาใส่ใจ
คิดไปคิดมาก็เเหมือนคนไร้ความรับผิดชอบ
แต่เราก็ไม่ได้ปล่อยปัญหาให้เกิดขึ้นโดยไม่แก้ไขนี่นา
ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ช่าง รุแต่เพียงว่าตอนนี้จิตใจมันมีความสุขดี
อยากให้แม่มีความสุขเหมือนกับเราจัง
จะพูดยังไงกับแม่ดี จะบอกว่าอย่าเอาปัญหามันมาใส่ใจ
ก็คงได้แต่พูด เพราะคนเรามันคิดไม่เหมือนกัน
เราคืดคนที่โชคดีที่สุด เราคือคนที่มีความสุขที่สุดในบ้าน
เพราะเราเผชิญหน้ากับปัญหาน้อยที่สุด
แต่ท้ายที่สุดคนที่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ก็คือเราเอง

สาธุ.....ลูกขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเทวดาทั้งหลาย
โปรดอวยพรให้แม่สุดที่รักของลูก และพี่สาวที่น่ารักของน้อง มีความสุขทั้งกายและใจด้วยเถิด

 ขอให้พ่อที่แสนดีของลูก และพี่ชายที่กำลังค้นหาตัวตนของตัวเอง จงประสบกับความจริงที่แสนสุขสันต์

ขอให้หลานๆจอมซนแสนน่ารักจงเติบโตเป็นคนดีของพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และคุณน้า ด้วยเถิด........

 

สาธุ................................

1月16日

15 มกราคม 2551

หลังจากรับปริญญาเสร็จ ก็ถึงคราวของความสนุกสนาน การเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา เป็นความสุขใจมากที่สุด หลังจากผ่านพ้นช่วงระยะเวลาในการหาความรู้ในช่วงแรก ก็ถึงคราวของการเก็บเกี่ยวประสปการณ์ เพื่อต่อยอดความรู้อันน้อยนิดที่มีอยู่ แม้จะมีความสุขกายและใจอย่างมากในช่วงยี่สิบวันที่ผ่านมา แต่ความทุกข์และกังวลใจไม่เคยหายไปเลยแม้แต่วินาทีเดียว สถานการณ์บ้านเมืองและสังคมโลกมีแนวโน้มไปสู่การทำสงครามมากขึ้น วันหนึ่งของการพักผ่อนที่สีคิ้ว มือเอื้อมไปหยิบรีโมทเปิดทีวี ภาพที่ปรากฎบนจอคือ การรายงานสถาณการณ์บ้านเมืองในอิสราเอล การต่อสู้ด้วยอาวุธสงครามระหว่างประชาชนและรัฐบาล ชวนให้นึกถึงประเทศไทย ความโหดร้าย ทารุณ และการสูญเสีย แม้จะเป็นที่รู้กันดีว่า มีแต่จะนำมาซึ่ง ผลร้ายมากกว่าผลดี แต่ฉะไหนเลยผู้ใหญ่มักเลือกทางออกนี้สำหรับปัญหามาโดยตลอด แม้อีกฝ่ายจะเลือกยุธวิธีในการต่อสู้แบบสันติ ไม่ใช้อาวุธใดๆทั้งสิ้น แม้กระทั่งก้อนกรวดก้อนหิน แต่ฝ่ายผู้กุมกำลังที่เหนือกว่า ก็มักจะเลือกใช้อาวุธสงครามเพื่อแสดงแสนยานุภาพ โดยอ้างถึงการกวาดล้างกลุ่มผู้ก่อการร้าย การทำร้ายคนไม่มีทางสู้ ทำร้ายคนที่ไม่มีอาวุธ วิธีป่าเถื่อนเช่นนี้ต่างหากถึงจะเรียกว่า "การก่อการร้าย" และอีกวันหนึ่ง เป็นความบังเอิญที่เดินผ่านทีวีเพื่อไปเข้าห้องน้ำ ผู้ประกาศข่าวแจ้งถึงการกระทบกระทั่งที่อาจนำมาซึ่งสงครามและปัญหาราคาน้ำมัน ระหว่างนาวีของสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน อันเนื่องมาจากการไม่อยู่สุขของปากนาวีอิหร่าน แต่นั่น อาจเกิดจากการถูกรังแกและเหยียบย่ำสักศรีของอีกฝ่าย ซึ่งไม่มีใครทราบแน่ชัด การที่ชายชาติทหารจะแหกปากออกมาร้องด่าและกล่าวจะเอาชีววิตของนาวีอีกฝ่าย ซึ่งเป็นนาวีจากประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรง เพราะนั่น เปรียบเสมือนแมวท้าทายอำนาจเสือ ท้าทายให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากที่จะก่อให้เกิดสงครามเลย เพราะผู้นำประเทศมหาอำนาจนั้น คือเจ้าของบริษัทผลิตอาวุธ ยิ่งเกิดสงครามมาก ธุรกิจของตนยิ่งใหญ่โตเพิ่มเป็นทวีคูณ และอาจเป็นแผนการที่หวังจะยึดครองแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลกอยู่แล้ว สงสารคนที่เกิดมาในยุคที่สภาพสังคมเลวร้าย คุณธรรมจริยธรรมในจิตในเสื่อมทราม หวังเพียงผลประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ สงสารหลานตัวเองที่เพิ่งเกิดมา แม้จะมีความน่ารัก ปนความน่าเตะอยู่ไม่น้อย แต่เด็กก็ยังคงมองสังคมเลวร้ายนี้ว่าเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่เมื่อสังคมกล่อมเกลาเขาแบบนี้จนเติบใหญ่ เด็กที่น่ารักน่าเตะ ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเกลียด น่ากลัว เห็นแก่ตัวเป็นที่สุด เมื่อนั้นโลกของเราคงมอดไหม้เพราะคนเลว
11月16日

ไปภูกระดึงกับเรามะ

 

sun set at pa lomsuk

 

enjoy in my holliday

 

happy in holliday

 
 

Windows Media Player

清單